Powered By Blogger

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ว่า แนวทางจัดตั้ง ศอ.บต. ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์การพึ่งตนเอง


น.พ.แวมาฮาดี วิจารณ์ว่า แนวทางจัดตั้ง ศอ.บต. ยังไม่เข้าหลักเกณฑ์การพึ่งตนเอง
“เราไม่อาจะเห็นด้วยกับทบวง และไม่เห็นด้วยกับปชป. เรื่องศอ.บต. เพราะเป็นตัวแทนของราชการส่วนกลาง”
6 พรรคการเมืองประชันนโยบายแก้ปัญหาภาคใต้ เห็นต่างรูปแบบเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม/กระจายอำนาจ หมอแว เสนอ เอาทหารกลับกรมกอง แล้วให้ชาวบ้านดูแลกันเอง ประหยัดงบประมาณ หลังที่ผ่านมาพิสูจน์แล้ว ทหารอยู่ในพื้นที่ไม่ช่วยให้ปลอดภัยขึ้น
วันที่ 15 มิ.ย. 2554 ที่ห้องประชุมจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Siam Intelligence Unit ร่วมกับ มูลนิธิสันติชน และ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ Deep South Watch ได้ร่วมกันจัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รัฐบาลใหม่กับแนวทางแก้ปัญหาไฟใต้” โดยตัวแทนจาก 6 พรรคการเมือง คือ นายถาวร เสนเนียม จากประชาธิปัตย์ น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ จากพรรคแทนคุณแผ่นดิน นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ พรรคมาตุภูมิ พล.ต.ท.ฉลอง สนใจ พรรคเพื่อไทย และนายมูฮำมัดซูลอัน ลามะทา จากพรรคชาติไทยพัฒนา

ทั้งนี้ เขาเสนอในช่วงท้ายของการเสวนาว่า การยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน อาจจะไม่ได้รับประกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงประชาชนในพื้นที่ แต่ถ้ามองมุมกลับกัน การมีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีทหารอยู่เต็มพื้นที่ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ปลอดภัยและล้มเหลวเช่นกัน รวมถึงใช้งบประมาณเป็นจำนวนหลายหมื่นล้านบาท เขาเสนอให้ชาวบ้านดูแลกันเอง โดยผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้รับผิดชอบหลัก พร้อมกับมีอาสาสมัครประมาณ 30 คนต่อหนึ่งหมู่บ้าน โดยคาดว่าโมเดลนี้ จะใช้งบประมาณเพียง 6,000 ล้านบาท เท่านั้น
เขากล่าวย้ำว่า ถ้าหากแนวทางที่เขาเสนอไม่ประสบความสำเร็จ ก็เพียงแต่เสมอตัวเมื่อเทียบกับความล้มเหลวของการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินและมีทหารอยู่ในพื้นที่มายาวนานกว่า 6-7 ปี
น.พ. แวมาฮาดี แวดาโอ๊ะ หรือหมอแว จากพรรคแทนคุณแผ่นดิน กล่าวว่าสิ่งที่น่าหนักใจคือเริ่มมีการพูดคุยกับพรรคเล็กเพื่อให้เข้าร่วมรัฐบาล แต่หนักใจว่าจะร่วมรัฐบาลกับใครดี เพราะทั้งสองพรรคต่างล้มเหวในการแก้ปัญหาภาคใต้ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย หมดสิทธิที่จะแก้ปัญหาภาคใต้ เพราะสีแดงของพรรคเพื่อไทย คือคราบเลือดจากตากใบ
น.พ.แวมาฮาดี กล่าวว่า รัฐบาลต้องให้ของขวัญกับคนสามจังหวัดโดยยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยทหารที่เหลืออยู่ในพื้นที่ต้องกลับเข้าไปอยู่ในกรมกอง และเสนอยกนโยบายเลิกนิคมอุตสาหกรรมแห่งความมั่นคง ที่อ้างความมั่นคงเพื่อผลประโยชน์ ทั้งที่เป็นผลประโยชน์ของทหาร ตำรวจ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของคนในพื้นที่
นอกจากนี้ยังเสนอหลักพึ่งตนเอง โดยมุสลิมมีหลักคำสอนที่ว่า พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดของชุมชนใดเว้นแต่เขาต้องเปลี่ยนแปลงตนเอง ดังนั้น ประชาชนต้องมีอำนาจในการจัดการพื้นที่ ไม่มีเหตุผลใดที่จะคงไว้ซึ่งการปกครองส่วนภูมิภาค
พรรคความหวังใหม่: กระจายอำนาจ เลือกผู้ว่าฯ มหานครปัตตานี
ศ.พล.โท. ดร. สมชาย วิรุฬผล จากพรรคความหวังใหม่ กล่าวว่าควรเริ่มจากดำเนินแนวทางแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีจะทำอย่างไร เพราะถ้าไม่สามารถสร้างความสงบสันติสุขให้เกิดขึ้นได้ ปัญหาอื่นๆ ก็แก้ไม่ได้
ตัวแทนพรรคความหวังใหม่กล่าวถึงการการกระจายอำนาจว่า จริงๆ แล้วรูปแบบของการปกครองระบบประชาธิปไตยนั้น ประกอบด้วยส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก ส่วนอื่นๆ เป็นแค่รูปแบการถ่ายโอนอำนาจมาเท่านั้น การกระจายอำนาจจริงๆ คือส่วนกลางต้องลดบทบาทของตัวเองให้น้อยที่สุด เหลือแค่บทบาทหลัก คือ ทหาร คลัง และต่างประเทศ
"มีการสำรวจและยืนยันได้ โดยมูลนิธิเอเชีย พบว่าเจ็ดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของประชาชนไทยอยากให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะไม่ว่าจะเป็นรูปแบบกระทรวง ทบวง อะไรก็ตาม ก็เป็นการทำงานจากส่วนกลางทั้งนั้น เพราฉะนั้นไม่ใช่แค่ตั้งทบวงแล้วลอยไว้ การกระจายอำนาจต้องให้ท้องถิ่นนั้นมีอำนาจในการจัดการปัญหาของตนเอง ซึ่งไม่ใช่แค่ภาคใต้ แต่รวมถึงภาคอื่นๆ เช่น จ. เชียงใหม่ ประชาชนก็อยากได้มหานครเชียงใหม่ การที่พล.เอกชวลิต ยงใจยุทธ เคยเสนอเรื่องมหานครปัตตานีนั้น เป็นข้อเสนอที่สะท้อนมาจากความต้องการของประชาชน คือการกระจายอำนาจ"
“การสร้างมหานครปัตตานี ไม่ใช่นครรัฐ เป็นการสร้างรูปแบบการปกครองคล้ายกรุงเทพฯ ซึ่งภาคอื่นๆ ก็นำไปใช้ได้ คนกรุงเทพฯ เลือกผู้ว่าฯ ได้ ทำไมคนที่อื่นเลือกไม่ได้ ถ้าไม่ได้ ก็แปลว่าสิทธิไม่เท่าเทียมกัน”
อย่างไรก็ตามเขากล่าวด้วยว่าปัญหาภาคใต้ไม่ใช่แค่เรื่องกระจายอำนาจแต่เพียงอย่างเดียว แต่มีปัญหาสะสม ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์ ศาสนา ปัญหายาเสพติด และเสพติดงบประมาณ ถ้ายังดำเนินการกันแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ ความรุนแรงจะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะดำเนินนโยบายผิดพลาดมาโดยตลอด และสิงที่้ต้องทำก่อนการกระจายอำนาจก็คือการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่
“ต้องยุติความขัดแย้งให้ได้ และสร้างความสงบสันติให้ได้ และต้องมีการเจรจาถ้าไม่เจรจามันก็ไม่มีทางแก้ปัญหา เลิกดถูถูกประชาชนเสียที เรามีประชาธิปไตยมาแปดสิบกว่าปีแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ส่วนกลางมากำกับดูแล เวลานี้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มีแค่สองประเทศคือไทยกับฝรั่งเศสเท่านั้นที่ยังแบ่งการปกครองเป็นส่วนกลางกับภูมิภาค แต่ฝรั่งเศสยกเลิกอำนาจส่วนกลางในการกำกับดูแลพื้นที่แล้ว”
พรรคเพื่อไทย: เสนอเขตปกครองพิเศษเหมือนกรุงเทพฯ
พล.ต.ท. ฉลอง สมใจ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีคณะทำงานที่มีทหารตำรวจและประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้ ติดตามสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนใต้อยู่ตลอด แนวทางแก้ไขคือ การน้อมนำเอาพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเอยู่หัวมาใช้ในการดำเนินงาน คือ เข้าถึง เขาใจ พัฒนา และจากการทำงานในพื้นที่พบว่าสิ่งที่ประชาชนในสามจังหวัดต้องการ คือ หนึ่ง ต้องการอยู่ภายนใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ไม่แบ่งแยกดินแดน แก้ปัญหาโดยสันติวิธี
สอง ขอสิทธิดูแลตัวเองภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ
สาม รักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ ภาษา วัฒนธรรม
พรรคเพื่อไทยจึงกำหนดนโยบายการกระจายอำนาจสี่ท้องถิ่น ในลักษณะคล้ายกรุงเทพฯ เป็นเขตปกครองพิเศษ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วแต่ว่าประชาชนในสามจังหวัดต้องการอย่างไร เพราะประชาชนในนะลาก็ไม่อยากมารวมเป็นมหานครปัตตานี อยากจะแยกไปเป็นนครยะลา ประชาชนใน จ. นราธิวาส ก็อาจจะต้องการให้มีการปกครองนครนราธิวาส อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยก็ได้เตรียมร่างกฎหมายไว้รองรับแล้ว
แต่แม้ว่าจะมีการนำเสนอแนวทางการดูแลสามจังหวัดชายแดนใต้ แต่ถ้ายังมีสถานการณ์เกิดขึ้นรายวัน ซึ่งขณะนี้เจ็บและตายไปแล้วกว่าหมื่นคน โดยยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ จะกระจายอำนาจอย่างไรก็ทำไม่ได้ เพราะยังยิงกันอยู่รบกันอยู่
ส่วนการแก้ปัญหารายวัน พรรคเพื่อไทยมีวิธีและได้ทดลองทำมาแล้ว คือ มีพื้นที่สันติสุขนำร่องให้เกิดสันติสุข คือ อ. กะพ้อ อ. รามัญ และ อ. รือเสาะ ซึ่งขณะนี้ครบ 1 เดือนแล้ว ไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ทำให้เห็นว่าเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ซึ่งการจัดสัมมนาองค์กรสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ ทำให้ทางพรรคคิดจะใช้โมเดลนี้ในการแก้ปัญหา ทั้งนี้การพูดคุยกับกลุ่มองค์กรร้อยกว่าองค์กรในพื้นที่สามจังหวัดนั้น ต้องพูดคุยกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่หน้าเลือกตั้งทีก็ลงพื้นที่คุยทีหนึ่ง
พรรคแทนคุณแผ่นดิน: เลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เลิกนโยบายนิคมอุตสาหกรรม

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เด็กปอเนาะถูกรีไทน์โทษใคร....หาว่าปอเนาะอย่างโนนอย่างนี้


เผยเด็กปอเนาะถูกรีไทน์สามพันคนโทษใคร.....โทษคนปกครอง ใครบ้าอำนาจ ไร้ศักยภาพ ไร้ทิศทางการจัดการศึกษาของชนเชื้อชาติมลายูที่เป็นเผ่าพันธ์ดั่เดิมปอเนาะในปัจจุบันไม่ได้รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมของมลายู เด็กมลายูที่ได้รับการศึกษาอยู่ไม่ได้มาจากระบบการศึกษาบนสัจธรรมของความเป็นจริง การรับระบบการศึกษาไทย ที่คนมลายูต้องเรียนภาษาไทยแน่นอนจะสู้กับเจ้าของภ...าษาไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นการจัดการศึกษาต้องให้สิทธิ์ชุมชนท้องถิ่นจัดเอง เหมือนประเทศมาเลเซีย มีชนเชื่อชาติเชื้อสายจีน ฮินดู ต่างมีโรงเรียนจีน โรงเรียนภาษาของตน เด็กทุกคนสมองเท่าเทียมกัน เพี่ยงแตขาดโอกาสใช้ภาษาตนเองถนัด แม้แต่ในเขตปกครองตนเองมณฑลยูนาน จะมีภาษาจีนกลางแต่ก็บังคับเรียนภาษาไตลื้อซึ่งเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อย อย่าโทษที่ปลายเหตุ ต้องโทษที่ต้นเหตุใครทำ
สิทธิ๋ชุมชนอยู่ที่ไหน ไม่มีการยอมรับ ความยุติธรรมอยู่ที่ไหนกับชนกลุ่มน้อยในประเทศไทย บรรดานักการเมืองที่เคยรับปากจะทำโน้นทำนี้ไหนที่รับปากไว้
การศึกษาที่ว่ามีปัญหานั้น ปัญหาของใคร สำหรับเราที่เป็นขนกบลุ่มเผ่าพันธ์ไม่ได้เป็นปัญหาสักน้อย ที่เนบรรดานักปกครองแขนขาของระบบราชการปกครองไม่ได้ เพราะตนเองพูดฟังคนในพื้นที่พูดไม่รู้เรื่อง แถมมาด่าว่าชาวพื้นเมืองล้าหลังไม่รู้ภาษาไทย แทนที่จะว่าตนเอลล้าหลังที่ไม่รู้ภาษามลาบูไม่ หาว่าคนอื่นผิดหมด ดีแต่ตน ระบบราชการที่มาทำงานไม่ไห้ความสำคัญภาษามลายูในพื้นที่ ปล้ำจะให้คนท้องถิ่นรูเภาษาร๔แต่ภาษาไทยภาษาเดียว รัฐไม่สนับสนุนการเรียนการสอนภาษามลายูว่าเป็นภาษาที่ไม่เจริญ ภาษาไทยเท่านั้นที่เห็นว่าเจริญ
ที่จริงภาษาที่เราเขียนอยู่นี้อยากบอกสักน้อยดั่งเดิมเป็นภาษาลาว เพราะพ่อขุนรามคำแหงเป็นคนลาว แต่มาเขียนที่สุโขทัย เลยอ้างว่าเป็นภาษาไทย
ไม่ได้ปฏิเสธห้ามเรียนรู้ภาษาไทย เพราะยิ่งรู้มากภาษายิ่งดี แต่อย่าทิ้งภาษาที่มากด้วยวิชาการภาษามลายูที่คนใช้วโลก สี่ร้อยล้านคน มีหนังสือมากมาย สำหรับอ่าน แต่คนมลายูบางคนบ้าอำนาจ ลืมภาษาขงอตนเองน่าเสียดายจริงๆ ไปทำตัวให้แคบ ทั้งๆที่ตนเองมีภาษาที่กว้างใหญ่ไฟศาล
เด็กปอเนาะที่ถูกรีไทน์มากก็จริงสำหรับในมหาวิทยาลัยในประเทศ แต่หากลองไปเซ็กดูเด็กปอเนาะที่เรียนต่างประเทศโดยเฉพาะมาเลย์ อินโด มีถ฿กรีไทน์แบบนี้บ้างหรือเปล่า

โทษแต่ปอเนาะ ว่าไม่เอาไหน แต่ระบบปกครองไม่มีศักยภาพ


เผยเด็กปอเนาะถูกรีไทน์สามพันคนโทษใคร.....โทษคนปกครองบ้าอำนาจ ไร้ศักยภาพ ไร้ทิศทางการจัดการศึกษาของชนเชื้อชาติมลายูที่เป็นเผ่าพันธ์ดั่เดิมปอเนาะในปัจจุบันไม่ได้รักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมของมลายู เด็กมลายูที่ได้รับการศึกษาอยู่ไม่ได้มาจากระบบการศึกษาบนสัจธรรมของความเป็นจริง การรับระบบการศึกษาไทย ที่คนมลายูต้องเรียนภาษาไทยแน่นอนจะสู้กับเจ้าของภ...าษาไม่ได้อยู่แล้ว ฉะนั้นการจัดการศึกษาต้องให้สิทธิ์ชุมชนท้องถิ่นจัดเอง เหมือนประเทศมาเลเซีย มีชนเชื่อชาติเชื้อสายจีน ฮินดู ต่างมีโรงเรียนจีน โรงเรียนภาษาของตน เด็กทุกคนสมองเท่าเทียมกัน เพี่ยงแตขาดโอกาสใช้ภาษาตนเองถนัด แม้แต่ในเขตปกครองตนเองมณฑลยูนาน จะมีภาษาจีนกลางแต่ก็บังคับเรียนภาษาไตลื้อซึ่งเป็นภาษาของชนกลุ่มน้อย อย่าโทษที่ปลายเหตุ ต้องโทษที่ต้นเหตุใครทำ
จะว่าตามหลักความเป็นจริงการคัดเลือกเข้าเรียนใครคัดเลือก ผ่านการคัดเลือกระบบพรรคพวก พวกกู พวกใคร เส้นสาย เส้นก๋วยเตียหรือเส้นขนมจีน เส้นหมีเส้นเล็ก มีสิทธิ์เข้าเรียนผ่านระบบของศอบต.หนือไม่ ใครมือยาวสาวได้สาวเอา ผลกระทบกลับมา หาว่าปอเนาะไม่ประสิทธฺภาพ จะหาโทษใครทุ่มปอเนาะนำร่องทำโครงการพัฒนาจิปาถะ แต่ไม่มีใครถึงดวงดาวลุ้นไม่ขึ้น
จะหาว่าเด็กชี้เกียจไม่พยายามก็ได้ แต่ใครทำเด็กเลยเรียนไม่มีเป้าหมาย การศึกษาการเรียนไม่รู้เรียนไปทำไม่ ไม่มีงานทำ เน้นให้เด็กเข้ามหาวิทยาลัย จบออกทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2554

มูลนิธิอาบูบักร์ผู้ให้การสนับสนุนนิบงราดิโอทุ่มเปิดโรงเรียน


มูลนฺธิอาบูบักร์ผู้สนับสนุนนิบงราดิโอทุ่มเปิดโรงเรียนบริหารธุรกิจแนวทางอิสลาม เพื่อให้เป็นสถาบันการศึกษาของชาวมุสลิมในจังหวัดยะลา
นายมฮำมัด บิลหะยีอาบูบากา ประธานมูลนิธิกล่าว่าการจัดการศึกษาของชุมชนมุสลิมมีจำนวนมาก แต่โดยส่วนใหญ่เน้นวิชาสามัญและพยายามปันเด็กเข้าสู่มหาวอทยาลัย แต่ทั้งทีรู้เด็กเหล่านั้นมีความสามารถไม่เท่ากัน"
"เด็กจำนวนมากจบ ม.6 ไม่ได้เรียนต่อและทำอะไรไม่เป็น จบม.หกจำนวนมาก พ่อแม่ไม่ส่เสริม คบเพื่อนติดนำใบกระท่อม สร้งปัญหาให้สังคม "
"จะว่าไม่ทุนเรียนปัจจุบีนมีเงินกู้ เรียนระดับมหาลัย แต่เรียนไปแล้ว ปีแรกปีสอง ถูกรีไทน์"
สิ่งที่จะค้องสร้างเด็กใหม่ของเรา ดราจะต้องสร้างเด็กมีทักษะ ไม่ใช่เน้นแต่ทฤษฏีอย่างเดียว มีคนที่วางมากนักวิชาการที่จะต้องสอนบอกที่ละอย่างในกิจการการงานพื้นๆ ทำอะไรไม่เป็นเด็กคุณภาพต่ำ แม้นโรงเรียนจะผ่านการประกัคุณภาพ แต่ออกมาไม่ไม่รู้อะไร จบม.6 เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มหมู่บ้าน เจอเพื่อนๆเหลวๆชักชวนมั่วสุ่มยาเสพติด ใบกระท่อมเต็มหมู่บ้าน
การจัดการศึกษาเน้นทักษะต้องฝึก ส่วนการศึกษาไทยเลี่ยนแบบฝรัง จะให้ความรู้ก็จริง แต่หารู้ไม่เด็กของเขาถูกฝึกให้ดูแลตนเองตั้งแต่ยังเด็ก ให้หางานทำเป็น ให้รู้จักชีวิต แต่ระบบการศึกษาอบรมของพ่อแมคนไทยเหมือนไข่ในหิน
การสร้างคนทำงาน กล้ารับใช้ อาสาทำงานด้วนความอดทน จำเป็นต้องฝึกต้องใช้เวลาในการฝึก ใช้เหมือนหลักสูตรระยะสั้นไม่เกิดผล และเปลี่ยนแปลงแนวความคิดใหม่โดยเฉพาะโรงเรียนบริหารธุรกิจอิสลามยะลาจะต้องสร้างคุณค่าของรัพยากรมนุษย์ให้อยู่บนครรลองของศานาอิสลาม ตามหลักอิสลามนั้นการตามแบบอย่างศาสดาจำเป็นต้องปลูกฝังให้กับเยาวชน ซึ่งศาสนาดในวัยเด็กต้องเป็นเด็กกำพร้าต้องช่วยเหลือตนเอง ต้องทำงาน ต้องเป็นผู้ดูแลฟุงแพะตัองแต่อายุ 7 ขวบ และทำงานการค้าต้องแต่อายุ 12 ขวบ ต้องไปประเทศซามเดินทางเป็นแรมเดือนกว่า
แบบอย่างศาสนา ศีดดีก อมานะห ตับลีฆ ฟาตอนะห์ เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังตามหลักการศาสนาอิสลามเป็นคุณลักษณะของท่านศาสนดา นักศักษาโรงเรียนบริหารธุรกิจอิสลามต้องมีคุณลักษณะนี้เป็นสำคัญ

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิทยุชุมชนกับวิทยุท้องถิ่นไทย


คำแถลงการณ์กลุ่มวิทยุท้องถิ่นไทย ที่เป็นวิทยุประกอบอาชีพ สำหรับคนในชุมชนพื้นที่ ก็เป็นประเด็นอีกแนวทางหนึ่ง
ที่เราคณะวิทยุชุมชนคนนิบงต้องคิดหนัก
แม้นว่าเราเป็นวิทยุเพื่อการกุศลไม่ได้หวังกำไร ซึ่งรายการของเราที่ได้นำเสนอล่วนเป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังไม่น้อย
แต่ในขณะเดียวกันเราก็จำเป็นต้องหาไรได้เพื่อสถานีวิทยุอยู่ได้
เห็นด้วยที่ต้องแปรสภาพเป็นวิทยุท้องถิ่น หากไม่กำหนดคลื่นความถี่ เราอาจจะเป็นวิทยุสาธารณะ หรือหรือวิทยุอะไรก็ได้ ที่ไม่ต้อง
ถูกบังคับ และขาดอิสระในการดำเนินการ
ในขณะเดียวกันกลุ่มวทยุท้องถิ่นไทย ก็อีกแนวทางหนึ่งที่เราต้องคิดไว้ หากไม่มีโฆษณา ถึงแม้รายการของเรา เน้นธรรมะ ที่ต้องการนำเสนอ สิ่งดีของคนในชุมชน ดั่งมีคำแถลงของกลุ่มวิทยุท้องถิ่นที่ต้องการให้จดทะเบียนและกำลังดำเนินการไม่ใช่วิทชุมชน แต่เป็นวิทยุประกอบอาชีพ มีคำแถลงดังนี้

ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า วิทยุกระจายเสียงทุกวันนี้ มีแทบจะทุกความถี่บนหน้าปัดวิทยุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมือง หรือ พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่น ไม่เว้นแต่ในพื้นที่ชนบทห่างไกล ซึ่งทั้งหมดถูก เรียกรวมกันว่า “วิทยุชุมชน” เป็นผลสืบเนื่องจากการประกาศเชิญชวนของกรมประชาสัมพันธ์เมื่อปี 2547 ทำให้ เกิดวิวัฒนาการ ด้านกิจการกระจายเสียง ถ้ามองในมุมบวก ถือเป็นการปฎิรูปสื่อโดยภาคประชาชนและเป็นการ กระจายความเป็นเจ้าของ สื่อที่ภาครัฐเคยถือครองทั้งหมด สู่เอกชนและภาคประชาชน เป็นผู้ประกอบการที่หลากหลาย แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้สร้างความสับสน และเมื่อเดือนมีนาคม 2551 พระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ ปี 2551 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยแบ่งไว้เป็น 3 ประเภท คือ ผู้ประกอบการบริการสาธารณะ ผู้ประกอบการบริการธุรกิจ และผู้ประกอบการชุมชน หลายฝ่ายคาดว่า พรบ.ฉบับนี้จะสามารถแก้ไข้ปัญหาทีเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทเฉพาะการ ได้ระบุให้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อออกใบอนุญาติชั่วคราวให้วิทยุชุมชน และกิจการที่ไม่ใช้ความถี่สามารถประกอบกิจการได้ต่อไป สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย (วทท.)ไม่คัดค้าน แต่เห็นว่าการออกใบอนุญาตชั่วคราวเฉพาะวิทยุชุมชน(ที่ไม่มีโฆษณา) เพียงกลุ่มเดียว ไม่อาจจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้ จึงนำเสนอแนวทางไปยังคณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงชุมชน ผ่านท่านประธานคณะอนุกรรมการ พ.อ. ดร.นธี สุกลรัตน์ เพื่อให้เห็นถึงปัญหาของวิทยุในปัจจุบันมีมากกว่าคำว่า วิทยุชุมชน
การกำหนดให้ขึ้นทะเบียน ผู้ที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุที่มีอยู่ ทั้งหมดในปัจจุบันจนกว่าจะมีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม(กสทช) ส่วนผู้ที่ประกอบกิจการ ธุรกิจสื่อท้องถิ่นก็จะต้องขี้นทะเบียนแสดงตัวตน การใช้คลื่นความถี่

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จัดงานเสวนาหัวข้อ “เวทีงาน 7 ปี วิทยุชุมชนคนนิบง”


เมื่อวันอังคารที่ 24 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา วิทยุชุมชนคนนิบงจัดงานละศิลอดพร้อมกับเวทีครบรอบ 7 ปี ที่อยู่ควบตู่ชุมชนจังหวัดยะลา ในงานมีเวทีนำเสนอหัวข้อ “7 ปีวิทยุชุมชนคนนิบง ” ขึ้นภายในงานละศิลอด ณ ห้องอาหารยัสมืน อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีประกอบด้วยคณะบริหารวิทยุชุมชนคนนิบง เครือข่ายวิทยุชุมชนจำนวน 7 สถานีตัวแทนอบจ. ตัวแทน อบต. ตัวแทนชุมชนรัศมีออกอากาศ จำนวน 20 ชุมชน มีผู้เข้าร่วมเวทีจำนวน 200 คน โดยมี นายมันโซร์ สาและ ประธานเครือข่ายวิทยุชุมชนมุสลิม ให้เกียรติ์กล่าวเปิดงาน และมี
นายมูฮำมัด บิลหะยีอาบูบากา ผู้อำนวยการวิทยุชุมชนคนนิบง กล่าวต้องรับผู้เข้าร่วมเวทีและกล่าววัตถุประสงค์การจัดงานการเสวนาเริ่มต้นด้วย นางนูร์ยีลัน บิลหะยีอาบูบากา ประธานกลุ่มมสลีมะห์ จากมูลนิธิอาบูบักร์ ได้กล่าวถึงสื่อของชุมชนที่มีในจังหวัดยะลา วิทยุชุมชนคนนิบงถ้าหากเราฟังตลอดทั้งวันได้ความรู้มากมายรายการที่ทางวิทยุนำเสนอตลอดทั้งวันหากเราติดตามฟังเป็นเสมือนโรงเรียนในอากาศถึง หลังจากนั้น นายอับดุบรอหมาน ตูปะ ที่ปรึกษาวิทยุชุมชนคนนิบงจากชุมชนตลาดเก่า และ นางตูแวคอดีเยาะห์ กาแบ หัวหน้าสกว.ภาคใต้ตอนล่างศูนย์ประสานงานวิจัยอิสลามศึกษาและวัฒนธรรม สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น มาพูดคุยเจาะลึกเกี่ยวกับการบริหารจัดการวิทยุชุมชนคนนิบง และการบริหารสื่อวิทยุชุมชนคนนิบงในการจัดการบริหารแบบมีส่วนร่วม แถมงานนี้ คุณอับดุลอายี สาแม็ง รองนายกอบจ.ยะลาได้มาให้ขอเสนอแนะ และแนวทางการสนับสนุนเครือข่ายวิทยุชุมชนในจังหวัดยะลาในอนาคต หลังจากนั้น คุณสัมพันธ์ มูซอดี ประชาสัมพันธ์จังหวัดยะลา ได้กล่าวเสวนาผลการทำวิจัยภาคนิพนธ์ปริญญาโทจากสถาบันนิด้า หัวข้อเรื่อง” ความพึ่งพอใจของชุมชนตลาดเก่าต่อรายการวิทยุชุมชนคนนิบง 107.5 ”

ก่อนหน้านั้นได้มีคณะทีมวิจัยนิบงราดิโอได้นำเสนอสรูป เพาเวอร์ปอยตเรื่อง การบริหารสื่อชุมชนวิทยุชุมชนคนนิบงและการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่เน้นประเด็นสื่อต่างๆ เช่น ประเด็นการศึกษา ศาสนา ภาษาวัฒนธรรม ตลอดจนประเด็นเยาวชน โรคเอดส์ ยาเสพติดเป็นต้น

วันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Midia melayu runtoh atau bangun



Midia melayu runtoh atau bangun
Semenjak kebelakang ini midia dalam kehdupan umat melayu di PNY atau di Fathoni atau di 3 wilayah umat melayu Islam diselatan Thai,dalam raba raba tidak tahu kearah mana akan pergi.
Sebab tidak ada midia jetak yang jadi minat umat melayu membaca seperti surat khabar dan buku majalah jetak dan lain-lain , yang dapat memaju otok minda orang melayu .
Memang kita tahu juga orang melayu di PNY keturunan melayu cakap melayu tetapi mereka kebanyakan tak pandai membaca dengan kerana sebab suasana bahasa mereka ini di tekan dengan midia bahasa thaiyang berbagai bentok yang di alami.
Sebenar rakyat melayu muslim3 w.diselatan thai ada gaya dan budaya sendiri , semua orang pandai membaca terutama sekali alquran,apabila pandai baca Alquran memanglah dia dapat pandai membaca bahasa melayu huruf jawi.
Kita kata orang yahudi dapat menghidupbahasa hibru yang dah hilang beriburibu tahun tapi mengapa umat melayu muslim dikuburkan bahasa melayu sendiri,
Buatlah apa saja demi membina jenesi baru yang cinta bahasa meraka di 3 w. ini .Jangan lah letak tugas ini kepada sesiapa saja ,kita semau pakatlah berusaha tanggujawab bersama .
Kerutuhahan bahasa melayu kita tak dapat lihat dengan berpeloktubuh masing masing menjari kejayaan hidup . Dan handaklah bersama dalam meningkatkan genbali bahasa ini,
Amat sedih sekali kita dapat melihat jika kita pergikesekolah agama dihari ini mereka takguna bahasa melayu lagi ,Jika kita masok kedalam dapat melihat papan tanda iklan dan lain semua guna bahasa thai,
Kuta amat seduh gyru sekolah tadika di kampong sedang mengajar murid murid mereka dengan guna bahasa melayu lagi, oleh kerana mereka tidak didik dengan cakapan bahasa melayu ,
Kita amat sedih jenerasi baru sekarang ini bila nak jadi dj.radio di nibang radio semuanya nakcakap bahasa siam ,
Duk sedih sehaja tak begitu baik, kita fakir bersama baru baru kita ada kursus bahasa melayu untok memjadi dj, etapimereka ini tak mahu pula …..
……….apa akan terjadi untuk bahasa ibunda kamu awak orang melayu ini dapat menujukan apa akan jadi di bumi Langkasuka ini,
Memang juga lah termasok orang yang tulis ranjana ini ,yang tidak pernah belajar bahasa melayu yang betul siapa yang baca tulisan ini haraplah takusah kira hanya saya juba untok menulis , jika ada sesiapanak simak perkataan yang saya tulis ini saya ucap ribuan terimakasih sepaya saya dapat belajar behasa ini , semasa saya sekolah dahulu memang ada mata pelejaran bahasa melayu di masa sekolah agama dula ,tapi mereka tidak titik berat kepada pelajar ,guru yang mengajar pun hanya dapat beri kenal huruf huruf sehaja ,guru yang berpengalaman khas yang mahir bahasa melayu tidak nampak ada di PNY ini,Aponak kata demo hak baca rancana ini.


MUFHA
Email:nibongfm@hotmail.com